Recent Posts

Pages: [1] 2 3 ... 10
3

ซีแพนเนลติดตั้งเครื่องจักรใหม่ เพิ่มความรวดเร็ว – ขยายกำลังผลิตเพิ่ม 5-10% รองรับการฟื้นอสังหาฯ พร้อมรับมือปัญหาขาดแคลนแรงงาน ล่าสุดรับงานใหม่ 7 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 199 ล้านบาท
ซีแพนเนลขยายกำลังผลิตรับการฟื้นอสังหาฯปี65

นายชาคริต ทีปกรสุขเกษม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีแพนเนล จำกัด (มหาชน)  ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แผ่นคอนกรีตสำเร็จรูป เผยว่าผลประกอบการงวด 9 เดือนปี 64 ที่ผ่านมาเติบโตเพิ่มขึ้น โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 20.19 ล้านบาท มากกว่ากำไรทั้งปี 63 อยู่ที่ 13.13 ล้านบาท ขณะที่แนวโน้มไตรมาส 4/64 บริษัทมีคำสั่งซื้อทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งโครงการแนวราบและแนวสูง

ทั้งนี้ บริษัทเตรียมติดตั้งเครื่องจักรใหม่ เพื่อรองรับแนวโน้มการเติบโตของตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่มีสัญญาณฟื้นตัวในปี 65  และเป็นรายแรกที่นำเทคโนโลยีนี้เข้ามาพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพระบบการผลิต สามารถผลิต Precast Concrete ได้รวดเร็วมากขึ้น และสามารถขยายกำลังการผลิตเพิ่ม        5-10% นอกจากนี้ยังคาดว่าจะส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากสามารถควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

"ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 65 มองว่าจะสามารถเติบโตประมาณ 10-15% เนื่องจากผู้ประกอบการเร่งระบายสต็อก และขยายการเติบโตตามหัวเมืองใหญ่ โดยเฉพาะเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก นอกจากนี้คาดว่าเศรษฐกิจในประเทศจะทยอยฟื้นตัว กำลังซื้อผู้บริโภคกลับมาในหลายพื้นที่ ส่งผลให้โครงการบ้านยังเป็นที่ต้องการ"

นายชาคริต   กล่าวว่า  จากแนวโน้มดังกล่าวคาดว่าการแข่งขันของผู้ประกอบการจะยิ่งสูงขึ้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับกลยุทธ์ลดต้นทุนการก่อสร้าง ลดจำนวนแรงงาน บริหารความเสี่ยง ลดเวลาการก่อสร้าง รวมถึงใช้วัสดุที่ทำให้การก่อสร้างเสร็จเร็วมากขึ้น 

ซีแพนเนลขยายกำลังผลิตรับการฟื้นอสังหาฯปี65

ปัจจุบัน บริษัทรับงานใหม่จากลูกค้ารายเดิม และลูกค้ารายใหม่ 7 โครงการ อาทิ Motif Townhouse,สัมมากร คู้บอน, พาโน เซน, Victoria, แสนสิริ K- series อ่อนนุช, TMT Land และ กานดา ลำลูกกา คลอง 2 มูลค่ารวมกว่า 199  ล้านบาท อีกทั้งอยู่ระหว่างการเจรจาลูกค้าประเภทแนวราบและแนวสูงอีกหลายราย คาดว่าจะเห็นความชัดเจนเร็วๆนี้ ทั้งนี้ มั่นใจว่าการดำเนินงานในปี 64 จะสามารถทำรายได้ตามเป้าที่ปรับใหม่ไม่ต่ำกว่า 35% และความสามารถการทำกำไรของบริษัทจะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
6
พฤกษาผุดแคมเปญ“กู้ปีนี้ผ่อนปีหน้า” กระตุ้นยอดขายทาวน์เฮ้าส์พร้อมอยู่

พฤกษาวิลล์ผนึกออมสินจัดแคมเปญ“กู้ปีนี้ผ่อนปีหน้า”จูงใจลูกค้าจองทาวน์โฮมพร้อมอยู่พฤกษาวิลล์ 13 ทำเลเด็ดทั่วประเทศ พร้อมรับดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือน ฟรีค่าทำนิติกรรมและค่าบริการสินเชื่อ ตั้งแต่วันนี้- 31 ธ.ค.64

นายธีระ ทองวิไล กรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจทาวน์เฮาส์ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เผยว่า  บริษัทได้ผนึกกำลังกับธนาคารออมสิน ซึ่งเป็นพันมิตรกับพฤกษาและเป็นธนาคารที่อยู่คู่คนไทยมาอย่างยาวนาน ร่วมกันจัดแคมเปญพิเศษเอาใจคนอยากมีบ้าน ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี “กู้ปีนี้ผ่อนปีหน้า”

สำหรับลูกค้าที่จองทาวน์โฮมพร้อมอยู่แบรนด์พฤกษาวิลล์ 13 ทำเลทั่วประเทศ รับสิทธิพิเศษมากมาย อาทิ กู้ปีนี้ผ่อนปีหน้า พฤกษาวิลล์ใจดี ให้อยู่ก่อนผ่อนทีหลัง ปลอดเงินต้นและดอกเบี้ย 0% นานถึง 6 เดือน ฟรี! ค่าจัดทำนิติกรรมสัญญาและค่าบริการสินเชื่อ สำหรับลูกค้าธนาคารออมสิน รับส่วนลดเพิ่มอีก 20,000 บาท กู้บ้าน ลุ้นล้านกับสลากดิจิทัล รับสิทธิพิเศษได้ตั้งแต่วันนี้ -31 ธันวาคม 2564 นี้ เท่านั้น สำหรับลูกค้าที่มีความกังวลในเรื่องการกู้ หรือไม่มั่นใจว่ามีรายได้เพียงพอที่จะซื้อบ้าน สามารถรับคำปรึกษากับทีม Financial Clinic ที่พร้อมดูแลเรื่องการกู้บ้านโดยเฉพาะ

ทาวน์โฮม พฤกษาวิลล์ โดดเด่นด้วยฟังก์ชั่นการใช้สอยที่กว้างเทียบเท่าบ้านเดี่ยว ดีไซน์ทันสมัย พร้อมกับฟังช์ชั่นที่ปรับเปลี่ยนได้ตามไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัย  ครบทุกฟังก์ชั่นการใช้งาน 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ เพียงพอกับสมาชิกภายในบ้าน พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกบนสังคมคุณภาพ มีให้เลือกหลายหลายทำเลศักยภาพที่เน้นให้ผู้อยู่อาศัยสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย ใกล้แหล่งอำนวยความสะดวก ใกล้สวนส่วนกลาง เฟสใหม่ด้านหน้าโครงการฯ  ทั้งโซนบางนา, พระราม 5, เพชรเกษม-ศาลายา และเชียงใหม่ พร้อมเข้าอยู่แล้ววันนี้  ราคาเริ่มต้น  1.79 -3.09  ล้านบาท สิทธิพิเศษเพียงจอง  ทำสัญญา และโอนบ้านภายใน 31 ธ.ค. 2564 รับทันที ViMUT Family Card สำหรับใช้บริการด้านสุขภาพพร้อมโปรแกรมตรวจสุขภาพฟรีที่โรงพยาบาลวิมุต
7
สั่งซื้ออาหารเสริมทริปเปิ้ลเอ็กซ์ ได้ที่ 0811570437
10
'บมจ. พีซแอนด์ลีฟวิ่ง' เปิดยุทธศาสตร์ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แนวราบชั้นนำของไทย เตรียมเสนอขายหุ้น IPO พร้อมเดินหน้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

'บมจ. พีซแอนด์ลีฟวิ่ง' หรือ PEACE เตรียมเสนอขายหุ้น IPO 84 ล้านหุ้น เดินหน้าเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รุกสร้างความแข็งแกร่งด้านฐานะการเงินและเพิ่มขีดความสามารถในการขยายธุรกิจ รองรับการพัฒนาโครงการใหม่ๆ เพื่อก้าวเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แนวราบชั้นนำของไทย วางกลยุทธ์สร้างการเติบโต 3 รูปแบบ ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา และ ด้านสื่อสารการตลาดและส่งเสริมการขาย เตรียมเปิดตัว 3 โครงการใหม่ รวมมูลค่าโครงการกว่า 3,045 ล้านบาท ในปีนี้

นายประสพศักดิ์ ศิริโสภณา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีซแอนด์ลีฟวิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ PEACE ผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยแนวราบที่มีประสบการณ์มากว่า 30 ปี เปิดเผยว่า บริษัทฯ เตรียมความพร้อมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งด้านฐานะการเงินและเพิ่มขีดความสามารถในการขยายธุรกิจ รองรับการพัฒนาโครงการใหม่ๆ ตลอดจนก้าวเป็นหนึ่งในผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แนวราบชั้นนำของไทย โดยปัจจุบัน บริษัทฯ เน้นพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยแนวราบ อาทิ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮมแบบ 2 ชั้น และ 3 ชั้น ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ภายใต้แบรนด์ "The Glamor" "Cordiz" และ "Cher"และเตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ล่าสุด 2 แบรนด์ ได้แก่ "Cherene" และ "CHEREA VICINITY" โดยกลุ่มลูกค้าหลักของบริษัทฯ ได้แก่ คนกรุงเทพชั้นกลาง ชั้นนอก และปริมณฑลที่ต้องการบ้านแนวราบ เดินทางเข้าออกเมืองได้ง่าย

จุดเด่นโครงการของบริษัทฯ คือการออกแบบสไตล์โมเดิร์น ให้มีพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านสูง และให้บรรยากาศร่มรื่น ใส่ใจรายละเอียด โดยเน้นหลัก "ปลูกบ้านให้เหมือนเราอยู่เอง" โดยจะเน้นการผสมผสานเทคโนโลยีการก่อสร้างทั้งแบบดั้งเดิม (Conventional) และแบบผนังโครงสร้าง เช่น precast concrete โดยทำเลโครงการส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในบริเวณที่ใกล้ถนนสายหลัก ใกล้ขนส่งสาธารณะ ทำให้เดินทางเข้าออกเมืองได้ง่าย นอกจากนี้บริษัทฯ ยังช่วยดูแลการจัดตั้งนิติบุคคลและมีบริการหลังการขายให้กับลูกบ้าน เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกบ้าน ทำให้ตอบสนองความต้องการผู้บริโภคยุคใหม่อย่างแท้จริง

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PEACE กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทฯ ยึดมั่นในวิสัยทัศน์ขององค์กร คือ การประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์สินค้า ให้สามารถเติบโตอย่างต่อเนื่อง และยั่งยืนภายใต้หลักธรรมาภิบาลที่ดี โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ทั้งลูกค้า ผู้ถือหุ้น พนักงาน คู่ค้า เพื่อให้ทุก ๆ ส่วนได้รับประโยชน์ที่ดีอย่างที่ควร ผ่านการวางกลยุทธ์สร้างการเติบโต 3 รูปแบบ ได้แก่ 1.) กลยุทธ์ทางด้านผลิตภัณฑ์ พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบ หลากหลายเซ็กเมนต์ทั้งประเภท บ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม เพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าได้หลากหลาย พร้อมสำรวจความต้องการซื้อและการแข่งขันในตลาดในปัจจุบัน (Demand & Supply) โดยทีมวิจัยตลาดภายในของบริษัทฯ เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์พฤติกรรมกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในพื้นที่ ก่อนการพัฒนาโครงการ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ และให้ความสำคัญกับการออกแบบบ้านให้มีพื้นที่ใช้สอยรองรับความต้องการในการอยู่อาศัยในปัจจุบันและอนาคต

2.) กลยุทธ์ทางด้านราคา บริษัทฯ ได้คัดสรรที่ดินในทำเลที่มีศักยภาพในด้าน ทำเลที่ตั้ง ขนาดที่ดิน และราคาที่ดิน มีการศึกษาความเป็นไปได้โครงการ (Feasibility) เพื่อนำมาพิจารณาในการซื้อที่ดินเพื่อให้ได้ราคาที่เหมาะสม และเป็นราคาที่สามารถพัฒนาโครงการและแข่งขันได้ พร้อมกำหนดราคาโดยคำนึงถึงปัจจัยแวดล้อม ได้แก่ ต้นทุน ศักยภาพโครงการ สภาพการแข่งขัน แนวโน้มราคาที่ดิน และอัตรากำไรที่เหมาะสมสำหรับอุตสาหกรรมพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัย (Residential real estate industry) ที่สอดคล้องกับความสามารถในการซื้อของลูกค้า ภายใต้แนวคิด "ที่ดินทุกผืนมีผืนเดียวบนโลก" ทำให้บริษัทฯ สามารถปิดการขายภายในระยะเวลาตามแผนของโครงการ

3.) กลยุทธ์ทางด้านสื่อสารการตลาดและส่งเสริมการขาย มีการวิเคราะห์ข้อมูลภาวะอุตสาหกรรมและวิจัยตลาดอย่างสม่ำเสมอ (Market Research) โดยละเอียด เพื่อวางกลยุทธ์ทางด้านการตลาดตั้งแต่การพัฒนาโครงการจนถึงงานขาย และเพื่อให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงของภาวะอุตสาหกรรม สภาวะตลาด การแข่งขันในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต และให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่กำหนด โดยเลือกใช้สื่อโฆษณาให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการจะทำการสื่อสาร พร้อมติดตามประสิทธิภาพเพื่อปรับแผนการตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ จากกลยุทธ์ที่ได้ทำมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ได้รับความเชื่อถือ มีผลประกอบการสม่ำเสมอ และมีการบริหารพอร์ตสินค้าคงเหลือได้เป็นอย่างดี จึงสามารถขายบ้านและปิดการขายโครงการที่ผ่านมาได้ทั้งหมด ตามเป้าหมายที่วางไว้

สำหรับโครงการในอนาคต 3 โครงการ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนา คาดว่าจะทยอยเปิดตัวได้ในไตรมาส 3/2565 เป็นต้นไป รวมมูลค่าโครงการกว่า 3,045 ล้านบาท แบ่งเป็น 1. โครงการ Cherene กรุงเทพกรีฑา - ร่มเกล้า เป็นบ้านเดี่ยว มูลค่าโครงการประมาณ 648 ล้านบาท 2. โครงการ CHEREA VICINITY ราชพฤกษ์ - เจษฎาบดินทร์ เป็นบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม 2 ชั้น มูลค่าโครงการประมาณ 1,845 ล้านบาท และ 3. โครงการ Cher ราชพฤกษ์ - พระราม 5 เป็นทาวน์โฮม 2 - 3 ชั้น มูลค่าโครงการประมาณ 552 ล้านบาท โดยโครงการของ PEACE จะเน้นการสร้างบ้านที่มีคุณภาพดีที่สุดสำหรับลูกค้าแต่ละกลุ่ม ในราคาที่เหมาะสม พร้อมให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้ซื้อที่ต้องการที่อยู่อาศัยแนวราบ ที่มาพร้อมกับฟังก์ชันในด้านต่าง ๆ ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยจริง

นายฉันทวิทย์ โอฬารรัตนชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานการเงินและบริหารทั่วไป บริษัท พีซแอนด์ลีฟวิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ PEACE เปิดเผยว่า แนวคิดของการพัฒนาโครงการภายใต้ พีซแอนด์ลีฟวิ่ง มีการกำหนดแนวทางและระยะเวลาในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ชัดเจน และสามารถดำเนินการตามแผนดังกล่าวได้ตามเป้าหมาย โดยมีแนวทางในการเริ่มเปิดขายโครงการภายใน 12-15 เดือน นับจากวันที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินสำหรับการพัฒนา และมีเป้าหมายในการปิดโครงการ หรือการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ลูกค้าร้อยละ 100 ภายใน 2 - 3 ปี (สำหรับโครงการที่มีจำนวนยูนิตไม่เกิน 200 ยูนิต) และภายใน 3 - 5 ปี (สำหรับโครงการที่มีจำนวนยูนิตเกิน 200 ยูนิต)

บริษัทฯ สามารถสร้างผลการดำเนินงานให้เติบโตต่อเนื่องมาโดยตลอด ทั้งรายได้และการทำกำไรสุทธิ จากปี 2562 ที่มีรายได้รวม 429.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 866.88 ล้านบาทในปี 2563 และในงวด 9 เดือนแรกของปี 2564 มีรายได้รวม 809.57 ล้านบาท เติบโต 40.82% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 574.86 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิปี 2562 อยู่ที่ 31.51 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นเป็น 133.71 ล้านบาทในปี 2563 และงวด 9 เดือนของ 2564 มีกำไรสุทธิ 150.75 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 74.68% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 86.30 ล้านบาท โดยเป็นผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง จากการทยอยรับรู้ยอดโอนกรรมสิทธิ์ของโครงการต่างๆ อาทิ โครงการ Cher งามวงศ์วาน - ประชาชื่น, โครงการ Cher สุขสวัสดิ์ - พุทธบูชา เป็นต้น ซึ่ง ณ 30 กันยายน 2564 บริษัทฯ มีโครงการที่อยู่ระหว่างการขายและโอนกรรมสิทธิ์ 7 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 4,717 ล้านบาท มียอดขายรอโอนกรรมสิทธิ์ (Backlog) 600 ล้านบาท ประกอบกับบริษัทมีการบริหารสัดส่วนหนี้ต่อทุน (D/E) และมีอัตราดอกเบี้ยจากเงินกู้ยืม (Cost of Fund) ค่อนข้างต่ำ อยู่ในระดับเดียวกับบริษัทชั้นนำของอุตสาหกรรม ทำให้บริษัทมีศักยภาพในการซื้อที่ดิน สำหรับรองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคตได้เป็นอย่างดี

นายประเสริฐ ตันตยาวิทย์ กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย เปิดเผยว่า PEACE เป็นผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบที่ได้สั่งสมประสบการณ์ความเชี่ยวชาญมากว่า 30 ปี ในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จากจุดเริ่มต้นในปี 2532 ที่พัฒนาโครงการประเภทรีสอร์ท ที่จังหวัดกาญจนบุรี และประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้นับจากอดีตถึงปัจจุบันมีการพัฒนาโครงการมาแล้วรวมทั้งสิ้น 22 โครงการ ถือเป็นการผสมผสานของทีมผู้บริหาร 2 รุ่น ที่ช่วยพัฒนาแบรนด์ให้แข็งแกร่ง รักษาอัตราการเติบโตในระยะยาว พร้อมให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์ผลงานคุณภาพในทุกขั้นตอน การจัดตั้งนิติบุคคล และบริการหลังการขาย ส่งผลทำให้บริษัทฯ ประสบความสำเร็จอย่างดีมากในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีความน่าเชื่อถือ ระบบการเงินมั่นคง ไม่เคยประสบปัญหาหนี้ NPL กับสถาบันการเงินแม้แต่ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 2540

สำหรับ บมจ.พีซแอนด์ลีฟวิ่ง มีทุนจดทะเบียน 420 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1.00 บาท โดยมีทุนเรียกชำระแล้ว 336 ล้านบาท คิดเป็นหุ้นสามัญจำนวน 336 ล้านหุ้น และจะเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 84 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20.00 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมด ซึ่งคาดว่าจะนำ PEACE จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายในไตรมาสแรกของปี 2565 นี้ โดยจะนำเงินที่ได้จากการเสนอขายหลักทรัพย์ในครั้งนี้ ภายหลังหักค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง ไปใช้เพื่อเป็นเงินลงทุนซื้อที่ดินสำหรับการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนภายในบริษัทฯ
Pages: [1] 2 3 ... 10